พรีเมียร์ลีก จะฟันธงแชมป์อย่างไรถ้าเตะนัดที่เหลือไม่ได้แล้ว?

พรีเมียร์ลีก

    หลังจากภัยระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำเอาการแข่งขันพรีเมียร์ลีกต้องสะดุดกันไป แล้วจะประเมินอีกครั้งว่าจะกลับมาแข่งขันต่อหลังวันที่3เมษายนได้หรือไม่ แล้วในระหว่างนี้ตัวแทนจากสโมสรในพรีเมียร์ลีกก็ได้หารือกันเป็นแนวทางไว้ในเบื้องต้นแล้วว่าหากฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษไม่สามารถเตะกันต่อได้แล้ว ก็จะยกแชมป์ให้กับลิเวอร์พูลไปโดยปริยาย

   สมาคมฟุตบอลอังกฤษมีแนวโน้มว่าจะรับรองสถานะแชมป์พรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล2019/20ให้กับลิเวอร์พูลไปเลย หากสถานการณ์เรื่องโรคระบาดยังคงแพร่ระบาดจนไม่สามารถดำเนินการแข่งขันฟุตบอลลีกกันต่อได้ โดยเป็นมติที่หารือกันแล้วจากบรรดาตัวแทนจากทั้ง20ทีมในพรีเมียร์ลีก โดยมีเพียงเวสต์แฮมและอีกไม่กี่ทีมเท่านั้นที่เสนอให้นับการแข่งขันที่ผ่านมาเป็นโมฆะไป แต่ทฤษฎีนี้ก็ต้องเป็นอันตกไปเนื่องจากหากทำเช่นนั้นก็จะเสี่ยงต่อการลงโทษจากทางยูฟ่า เนื่องจากจะทำให้โควต้าลงเตะในสโมสรยุโรปของสโมสรจากอังกฤษพลอยวุ่นวายไปด้วย

หาก พรีเมียร์ลีก กลับมาเตะกันต่อมีไฮไลต์อะไรที่จะเกิดขึ้นบ้าง

     ไก่เดือยทองอาจทวงท็อปโฟร์ :แม้ช่วงหลังสเปอร์สจะกำลังเมาหมัดอย่างหนัก แต่นั่นก็เพราะพวกเค้าขาดสองคีย์แมนอย่างแฮรี่ เคน และซน ฮึง มิน ซึ่งการกลับมาเตะกันต่อก็จะทำให้เส้นตายปิดฤดูกาลถูกเลื่อนออกไป จนอาจทำให้มูรินโญ่ได้นักเตะตัวหลักกลับมาช่วยลุ้นท็อปโฟร์ในช่วงโค้งสุดท้าย

      คู่ดูโด้นรกแตกบรูโน่&ป็อกบา:สาวกอสูรแดงสามารถรอคอยการได้เห็นคู่มิดฟิลด์ในผันอย่างบรูโน่ แฟนันเดซ และปอล ป็อกบาได้ลงสนามพร้อมกัน ซึ่งที่ผ่านมาป็อกบายังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ แต่การดึงเวลาออกไปเช่นนี้อาจทำให้มิดฟิลด์เลือดน้ำหอมเหลือประสานงานร่วมกับบรูโน่มากขึ้น แล้วหลายคนก็เชื่อว่าคู่หูคู่นี้จะทำให้เกมรุกแมนยูฯร้อนแรงขึ้นไปอีกหลายขุม แม้ว่า10นัดที่ผ่านมาแมนยูฯจะยิงทีมคู่แข่งไปอย่างกระเจิงถึง29เม็ดแล้วก็ตาม

       ลิเวอร์พูลจะได้ฉลองแชมป์กับชาวเดอะค็อป: ก่อนหน้าที่เอฟเอจะสั่งหยุดทำการแข่งขันพรีเมียร์ลีก พวกเค้ามีไอเดียว่าจะไม่ให้แฟนบอลเข้ามาชมเกมในสนามสำหรับโปรแกรมการลงเตะที่เหลือ แต่การหยุดลีกรอไว้เช่นนี้ยังพอมีหวังว่าสถานการณ์เมื่อกลับมาทำการแข่งขันกันต่อแล้วการระบาดอาจถูกควบคุมได้แล้วก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเกมการแข่งขันพรีเมียร์ลีก็จะมีแฟนบอลกลับมาเต็มสนามเหมือนเดิม แล้วที่สำคัญคือแฟนบอลลิเวอร์พูลก็จะได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการครอบครองแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งประวัติศาสตร์ในปีนี้